นางผมหอม
อักษรธรรม ๕ ผูก วัดปัจฉิมมณีวัน ต.นาสะไม อ.ตระการพืชผล จ. อุบลราชธานี


    ธิดาของเจ้าเมืองแห่งหนึ่ง ชื่อนางสีดา ครั้งหนึ่งได้ไปเที่ยวป่าพร้อมด้วยเสนาอำมาตย์ บังเอิญนางหลงทางไปอยู่กลางป่าใหญ่อยู่หลายวัน นางสีดาหิวน้ำมาก จึงดื่มน้ำในรอยเท้าช้างและรอยกระทิง เป็นเหตุให้นางตั้งครรภ์ เมื่อคลอดลูกออกมาเป็นหญิงทั้งสองคน คนแรกเกิดมาแล้วมีผมหอม จึงได้ชื่อว่า นางผมหอม อีกคนหนึ่งชื่อนางลุน เมื่อกุมารีทั้งสองโตขึ้น ถูกเพื่อนๆ ล้อว่าเป็นลูกสัตว์ นางผมหอมน้อยใจ จึงชวนน้องสาวออกเดินทางตามหาช้างผู้เป็นพ่อจนพบ แล้วช้างผู้เป็นพ่อได้พิสูจน์ว่ากุมารีทั้งสองนั้นเป็นลูกจริงหรือไม่ โดยให้ไต่งวงช้าง ซึ่งยากมาก นางผมหอมไต่ได้ตลอด ส่วนนางลุนไต่ไม่ได้ จึงถูกจับกินเสีย เพราะนางลุนเป็นลูกกระทิง ช้างได้เลี้ยงดูนางผมหอมเป็นอย่างดี จนนางเติบโตเป็นสาว อายุได้ ๑๖ ปี จึงเขียนสารใส่กระอูม (หรือผอบ) พร้อมกับผมหอม เพื่อเสี่ยงทายหาคู่ ขุนไทยกษัตริย์หนุ่มได้รับสารแล้วเกิดหลงไหลในกลิ่นผม จึงออกติดตามจนพบ และลักลอบได้เสียกัน จนได้บุตรและธิดา ๒ คน จึงพากันหนีพ่อซึ่งเป็นช้างไปอยู่เมืองมนุษย์ ช้างตามหาได้ร่ำลาสั่งเสียนางผมหอม แล้วขาดใจตายด้วยความรักลูก นางผมหอม ขุนไทยและบุตรธิดา เดินทางกลับบ้านเมืองด้วยเรือที่เนรมิตจากงาช้าง ระหว่างทาง นางพรายน้ำแปลงกายเป็นดอกบัว ลูกอยากได้จึงให้นางผมหอมเด็ดให้ จึงถูกนางผีพรายผลักให้จมน้ำแล้วร่ายมนต์สะกดขุนไทย แปลงกายเป็นนางผมหอม และเสกนางผมหอมให้กลายเป็นชะนี นางชะนีผมหอมว่ายน้ำขึ้นฝั่งและอาศัยอยู่ในป่า ลูกนางผมหอมรู้ว่าเป็นตัวปลอมและได้ออกเดินป่าตามหาแม่จนพบและได้ทราบว่าต้องฆ่านางพรายแล้วเอาเลือดมาราดหัวนางชะนีจึงจะพ้นมนต์สะกด ลูกๆ จึงร่วมกันกับทหารคนสนิทวางแผนฆ่า เมื่อตายแล้วจึงกลายร่างเป็นนางพรายตามเดิม นางผมหอมและขุนไทยก็ได้ครองรักกันอย่างมีความสุข

กลับหน้าแรก ข้อมูลโรงเรียน วรรณกรรมอีสาน